ประโยชน์ของการ ใส่บาตร “ในตอนเช้า” ที่หลายคนไม่เคยรู้

ความงดงามหนึ่ง ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้หลั่งไหลข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาเก็บเกี่ยวบรรยากาศถึงแดนดินถิ่นไทย คือ ของพระสงฆ์สามเณรผู้สงบเรียบร้อย ออกเดินเรียงรายบิณฑบาตในยามเช้า ซึ่งสีของจีวรและความงดงามของจริยวัตรพระสงฆ์ไทย ที่ได้รับการยอม รับจากชาวพุทธทั่วโลกว่ามีความอุดมด้วยปฏิปทาอันน่าเลื่อมใสที่สุด ยังคงสง่างาม และศักดิ์สิทธิ์อยู่เสมอ เมื่อกระทบกับแสงทองของดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงสุกประกายในยามเช้า

ประเทศไทยนับว่าเป็นเมืองที่มีโชค ที่ทุกวันนี้เรามีโอกาสได้เห็นสมณะออกเดินบิณฑบาตในยามเช้าแทบทุกตรอกซอกซอย โดยไม่ต้องลำบากลำบนดิ้นรนหาพระสงฆ์เพื่อใส่บาตรเหมือนกับประเทศอินเดีย-เนปาล ที่เคยเป็นถึงต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา ไม่ต้องกระเสือกกระสนดั้นด้นบินลัดฟ้ามาเพื่อชมความงามของประเพณีการบิณฑบาตอย่างพวกฝรั่งมังค่า แต่ด้วยความที่ในปัจจุบันสังคมมีการแข่งขัน และเร่งรีบมากขึ้น จึงทำให้ชาวพุทธเราเองกลับยิ่งออกห่างจากประเพณีอันดีงามอย่างการตักบาตรพระในยามเช้า

วันนี้เราจะมาดูคุณประโยชน์ของการใส่บาตรในตอนเช้ามีมากมายหลายประการด้วยกัน คือ

1. การใส่บาตรทุกวัน ย่อมได้รับอานิสงส์ 5 ประการ ที่ตามพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ

เป็นที่รักของผู้คนทั้งหลายคนดีมีปัญญาย่อมชอบคบค้าสมาคมด้วย

มีชื่อเสียงที่ดีงามเป็นผู้ไม่ห่างไกลธรรม และเมื่อตายแล้วย่อมเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์

2. การใส่บาตรทุกวัน ทำให้จิตใจเกาะอยู่กับความดี เป็นการฝึกจิตให้คลุกเคล้าอยู่กับกุศล ซึ่งเป็นทางแห่งความเจริญ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรับรองว่า “ผู้ฝึกจิตดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้” เพราะเมื่อตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่จะนึกถึงคือจะหาอะไรใส่บาตรดี ซึ่งจุดนี้ก็เรียกว่าเป็นสังฆานุสติ เพราะนึกถึงพระสงฆ์ และจาคานุสติ เพราะนึกถึงสิ่งที่จะนำใส่บาตรพระ ถือเป็นบุญการเจริญพระกรรมฐานถึง 2 กองด้วยกัน

3. เป็นการลดความตระหนี่ง บรรเทาความเห็นแก่ตัว สร้างใจให้เป็นสุขและ สร้างสังคมให้ร่มเย็น เพราะเป้าหมายหลัก ของการให้ทานที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ เพื่อกำจัดความตระหนี่ มุ่งสู่ความดีและความเสียสละ

4. เป็นการต่อบุญต่อลาภให้แก่ตนเอง เพราะการใส่บาตรเป็นการเสริมทานบารมีโดยตรง เป็นการสร้างทางแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยและความคล่องตัวในโลก ยิ่งทำทุกวัน กุศลก็ยิ่งส่งผลอย่างต่อเนื่อง จนสามารถหลีกพ้นความยากจนได้อย่างถาวร

5. เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุคคลอันเป็นที่รักที่ล่วงลับไปแล้ว อันเป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีคุณ

6. เป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของเรา เอาไว้ เพื่อความงดงามและมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติ

7. เป็นแบบอย่างการส่งต่อความดีจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้ลูกหลานมีแบบอย่างในการทำความดีสืบต่อไป เพราะถ้าคนเป็นพ่อแม่ไม่ทำตัวอย่างไว้ ลูกหลานก็ไม่มีตัวอย่างดู ต่อไปคนรุ่นใหม่ก็จะไม่กล้าทำ แล้ววัฒนธรรม ที่ดีงามของเราก็จะสูญสลายไปในที่สุด

8. เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เพราะพระสงฆ์สามเณรต้องอยู่ด้วยการบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ถ้าไม่มีใครใส่บาตร ก็ไม่มีอาหาร เมื่อไม่มีอาหารย่อมไม่อาจดำรงชีพอยู่ได้ แล้วพุทธศาสนาก็อาจจะสิ้นสุดลงในยุคปัจจุบัน

9. การใส่บาตรเป็นการสร้างความปรองดองให้กับชาวพุทธ เป็นการหยุดวิกฤตความศรัทธา เพราะถ้าชาวพุทธทุกบ้านพร้อมเพรียงกันใส่บาตร จะเกิดเป็นพลังแห่งความสามัคคีขึ้น ซึ่งพลังนี้จะช่วยสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสงบสุข ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความสามัคคีของหมู่คณะ ย่อมทำให้เกิดสุข” ทำให้ชาวพุทธมีความเข้มแข็ง และสามารถจะสร้างกรอบอันดีงามให้แก่ภิกษุสามเณรทั้งหลายไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางได้

ประโยชน์ 9 ประการของการใส่บาตรนี้ เป็นสิ่งที่สืบทอดมาแล้วกกว่า 2500 ปีตั้งแต่สมัยพุทธกาล นับเป็นคุณอนันต์ เป็นลาภมหันต์ของชาวพุทธ ที่สามารถสร้างเสริมใส่ตัวได้ทุกวัน…เมื่อการใส่บาตรมีคุณค่าถึงเพียงนี้แล้ว เราในฐานะชาวพุทธจะยอมปล่อยให้เสียประโยชน์และความสุขในส่วนนี้ไปเปล่าๆ ได้เชียวหรือ?

หากทุกท่านทราบประโยชน์ของการทำบุญใส่บาตรในตอนเช้า ที่ให้ทั้งความสุขและความสงบ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ ได้รู้กันด้วยนะค่ะ ขอบคุณคะ

การใส่บาตรที่ถูกต้อง ได้อานิสงส์ผลบุญสูงสุด เสริมสิริมงคลให้กับชีวิต

การตักบาตร เป็นการทำบุญที่ชาวพุทธทั่วไปรู้จัก และปฏิบัติมากกว่าการทำบุญประเภทอื่นๆ การตักบาตรนั้นยังถือว่าเป็นการทำบุญประจำวันของชาวพุทธ และชาวพุทธไทยเชื่อว่า การออกบิณฑบาตของพระสงฆ์เป็นการช่วยโปรดสัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิ เช่น เปรตวิสัย ให้ได้รับส่วนบุญ ด้วยเหตุผลทางจิรยธรรม ในการทำบุญตักบาตรนั้น

วิธีปฏิบัติตัวในการใส่บาตร

๑.ขณะ รอใส่บาตรให้ ทำจิตตั้งมั่นไว้ว่าจะใส่บาตรโดยไม่เจาะจงเมื่อพระเณรรูปใดเดินผ่านมาก็ใส่ บาตรไปตามลำดับจนหมดอาหารที่เตรียมมาไม่เลือกใส่องค์นี้ไม่ใส่องค์นั้นการ ใส่บาตรโดยไม่เจาะจงนี้พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่ามีผลานิสงค์มากกว่าการใส่ บาตรโดยเจาะจง

๒.เมื่อ พระ ภิกษุเดินมาใกล้จะถึงที่ที่เราอยู่พึงอธิษฐานจิตเสียก่อนโดยถือขันข้าวด้วย มือทั้งสองนั่งกระหย่งยกขันข้าวขึ้นเสมอหน้าผากกล่าวคำอธิษฐานว่า

“สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ ทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้ จงเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสิ้นกิเลสเถิด”

๓.จาก นั้นลุกขึ้น ยืนและถอดรองเท้าเพราะการสวมรองเท้าถือว่ายืนสูงกว่าพระถือเป็นการไม่สมควร เหมือนเป็นการขาดความเคารพแต่ก็ไม่กรณียกเว้นเช่นเท้าเจ็บหรือเป็นที่น้ำขัง เฉอะแฉะเป็นต้นแต่ที่ไม่ควรก็คือบางคนถอดจริงแต่กลับไปยืนอยู่บนรองเท้าเสีย อีกยิ่งสูงไปกันใหญ่ดังนั้นถ้าตั้งใจจะไม่ใส่รองเท้าก็จัดที่ให้พระสงฆ์ยืน สูงกว่า

๔.เมื่อ ใส่ บาตรเสร็จแล้วถ้ามีโต๊ะรองอาหารหรือรถยนต์จอดอยู่ด้วยให้วางขันข้าวบนนั้น ยืนตรงน้อมตัวลงไว้พระสงฆ์แต่ถ้าตักบาตรรอยู่ริมทางควรนั่งแล้ววางขันข้าว ไว้ข้างตัวยกมือไว้พระสงฆ์พร้อมกับอธิษฐานว่า

“นัต ถิ เม สะระณัง อัญญัง, สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ขอให้ข้าพเจ้าเจริญในพระศาสนาของศาสดา”

๕.หลังจากนั้นควรอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยการกรวดน้ำและกล่าวว่า

“อิ ทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอบุญทั้งหลังจงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า ขอให้ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นสุข เป็นสุขเถิด”

อย่า ได้มีคำถามว่า การทำบุญนี้จะมีผลถึงผู้ตายหรือไม่ผู้ตายจะได้รับประทานข้าวปลาอาหารนี้หรือ ไม่เพราะเมื่อเราทำความดีมีความกตัญญูรู้คุณรำลึกถึงผู้ล่วงลับหรือใครก็ ช่างผู้รับจะได้รับหรือไม่ไม่สำคัญเพราะหลักสำคัญอยู่ที่ว่าการทำทานช่วยให้ เราเกิดปีติและสิ้นความตระหนี่เกิดความอิ่มใจว่าเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ ที่ดีครบถ้วนแล้วไม่มีสิ่งบกพร่องก็น่าจะเป็นการเพียงพอแล้วค่ะ

ผมมักได้ยินจากคนรุ่นใกล้ๆกัน หรือคนรุ่นใหม่มักจะพูดว่า “ไม่อยากทำบุญกับพระสงฆ์แล้ว”, “ไม่อยากใส่บาตรแล้ว”, “ไปทำบุญกับคนด้อยโอกาสดีกว่า” ทุกความคิดเหล่านั้นเป็นอิสระของแต่ละคน ซึ่งก็ไม่มีถูกไม่มีผิดครับ

ครั้งหนึ่งผมผ่านการบวชพระมาแล้ว ผมอยากบวชด้วยตัวเอง ด้วยเหตุผลเพื่อการอยู่ในสถานะสงฆ์ที่สามารถทำความดีได้โดยไม่ต้องลังเลโดยไม่ต้องห่วงปากท้อง เป็นการบวชอย่างตั้งใจเพื่อเดินทางภายในโลกแห่งจิตวิญญาณธรรมะ จิตเดิมแท้ จิตจักรวาล ผมเลยทำทุกอย่างเต็มที่จึงได้มีโอกาสทำอะไรดีๆมากมายตอนบวช และมีความเข้าใจในหลายๆประเด็นมากขึ้น

การบิณฑบาต หรือ การใส่บาตร พอผมบวชผมได้เข้าใจเลยว่ามีความสำคัญมาก ๆ ต่อพุทธศาสนา เพราะทำให้พระสงฆ์นั้นทำความดีพัฒนาจิตโดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้องอีกต่อไป ยังไงผมก็ยังมั่นใจว่าการใส่บาตรคือสิ่งสำคัญและมีคุณค่ามหาศาลต่อสังคมไทยในหลายมิติ

จากประสบการณ์ตรงในช่วงเกือบสองเดือนขณะบวช ผมจึงคิดว่าขอมาแบ่งปันสิ่งที่ผมได้พบเห็นตอนบวชมา ว่าโยมที่ใส่บาตรมานั้นได้บุญกี่ต่อกันแน่? (แต่ยังไงซะผมก็ไม่สนับสนุนให้ทำบุญหวังสิ่งตอบแทนครับ ทำบุญได้บุญ ทำบุญได้ความสุข ทำบุญเพื่อให้ผู้อื่นมีความสุข เราเองมีความสุขมากแบบทวีคูณแค่นี้ก็พอแล้วครับ) ลองมาดูกันครับ

1.ใส่บาตรได้บุญ จากการ “ให้” ของเราเอง ธรรมชาติรากลึกของจิตวิญญาณมนุษย์การ “ให้” คือความสุขสากลที่ง่ายที่สุดและทรงพลังเสถียรที่สุดอย่างหนึ่ง ให้เพื่อให้ ให้แค่นั้นจบ ไม่ต้องคิดต่อ คิดแค่นี้รับรองมีความสุขมากๆจากบุญแห่งการให้เลยครับ

2.ใส่บาตรได้บุญ จากการ “ซื้อ” หลายๆครั้งที่เราใส่บาตร เราก็ซื้อของจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาด เราทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เป็นธุรกิจด้านขาวสว่างใครเกี่ยวข้องซื้อขายมีความสุขได้บุญกันหมดครับ

3.ใส่บาตรได้บุญ จากการ “ทำทานให้เด็กวัด” นอกจากการส่งเสริมสถาบันสงฆ์แล้ว เรายังทำบุญทำทานให้เด็กวัดอีกด้วย คุณผู้อ่านเชื่อหรือไม่วัดที่ผมบวชเด็กวัดเยอะมากๆ และเด็กเหล่านี้ในหลายๆครั้งต้องแย่งเป็นเด็กวัดติดตามหลวงพี่ไปบิณฑบาตร เพราะความอดอยากไม่มีข้าวกิน จึงต้องการเป็นเด็กวัดติดตามเพื่อที่จะได้ทานข้าวก้นบาตรเป็นคนแรกๆ ถ้าโยมใส่บาตรน้อยลง ผมไม่อยากนึกเลยครับว่าเด็กวัดเหล่านี้จะเอาตัวรอดด้วยวิธีการใด

4.ใส่บาตรได้บุญ จากการ “ทำทานให้หมาแมวในวัด” หมาแมวจรจัด เป็นสิ่งคู่กับวัดอย่างแยกไม่ออก นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย และที่สำคัญเพื่อนสี่ขาเหล่านี้เค้าก็กินจุมากเลยทีเดียว ตอนผมบวชหมาแมวที่ผมเห็นจะผอมกร่อง ยกเว้นแต่ไอ้ตัวจ่าฝูงแรงเยอะนี่แหละ ที่สามารถแย่งอาหารจากตัวที่อ่อนแอกว่าจนมีเนื้อมีหนังขึ้นมาหน่อย หมาแมวในวัดน่าสงสารมากนะครับ มีหลายตัวเลยที่ผมช่วยเหลือไว้ตอนบวช

5.ใส่บาตรได้บุญ จากการ “ทำทานให้คนจรจัดรอบวัด” บางวัดจะมีคนจรจัดมาอาศัยนอนตามศาลา ริมกำแพง ม้านั่ง ฯลฯ ซึ่งเวลาข้าวก้นบาตรเหลือก็เป็นคนกลุ่มนี้ล่ะครับที่โชคดี เป็นบุญทานอีกต่อหนึ่งจากทุกท่านที่ใส่บาตรมา

6.ใส่บาตรได้บุญ จากการ “ทำให้คนรุ่นหลังได้พบพระพุทธศาสนา” การใส่บาตรคือการสานต่อพุทธศาสนาอย่างแท้จริงครับ เมื่อใดที่ไม่มีการใส่บาตร พระสงฆ์ก็จะต้องทำมาหากิน การให้การรับหยุดลง พระสงฆ์แทนที่จะมุ่งเน้นเรื่องขัดเกลาจิตใจ ก็ต้องมาตั้งหน้าตั้งตาเอาตัวรอดแทนกลายเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรม เมื่อพวกเราใส่บาตรพระสงฆ์ก็ปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ และในอนาคตลูกหลานเรายังได้พบพระพุทธศาสนาต่อไปครับ

แต่ผมขออย่างหนึ่งว่าอย่าคิดว่าพระสงฆ์จะมีปัจจัยการดำรงชีวิตเหลือเฟือ ยกตัวอย่างเช่นตอนผมบวชเป็นเดือนเมษายน ซึ่งอากาศร้อนมากกกก ผมอยู่ในกุฏิอันอบอ้าว ร้อนทั้งคืนพัดลมก็เอาไม่อยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือผมขาดแคลนน้ำครับ น้ำดื่มไม่พอคอแห้งหิวกระหายน้ำมากๆ จนต้องไปรบกวนขอหลวงพี่ท่านอื่น

ทั้งหมดนี้คือ ความคิดเห็นของผมคนที่เคยตั้งใจบวชพระครับ

หวังว่าจะทำให้ท่านลุกขึ้นมาใส่บาตรอย่างไม่ลังเล มีความสุขกับการทำบุญตักบาตร

ทำบุญได้บุญ ได้ความสุขอย่างแท้จริง

ผมขออนุโมทนาบุญล่วงหน้าครับ

เรียบเรียงโดย http://sb.in.th

cr.FB:XsmallGood

Load More Related Articles
Load More By sb
Load More In ธรรมะ